EVERY BODY [THE KOP]™บอร์ดของคนรักหงส์

รักหงส์เชียร์หงส์ อย่าลืมมาทักทายกันนะที่ www.Thekop.org
 
บ้านบ้าน  ข่าวลิเวอร์พูลข่าวลิเวอร์พูล  รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  ช่วยเหลือช่วยเหลือ  ค้นหาค้นหา  สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register)  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)  


Share | 
 

 >>ประวัติของทีม"ลิเวอร์พูล"<<

Go down 
ผู้ตั้งข้อความ
Everybody_Thekop™
AdminBoard
AdminBoard
avatar

ตอบ : 822
Like : 13
เข้าร่วม : 24/06/2010
พลัง :
Items : หุ่นยน

ตั้งหัวข้อเรื่อง: >>ประวัติของทีม"ลิเวอร์พูล"<<   Tue Jun 26, 2018 11:00 am

ประวัติของทีมลิเวอร์พูล
จุดเริ่มต้นที่ถนนแอนฟิลด์
สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งขึ้นวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 1892 โดย John Houlding ซึ่งนักธุรกิจท้องถิ่น และว่าที่นายกเทศมนตรีเมืองลิเวอร์พูล เขาเริ่มจากการเช่าพื้นที่บริเวณถนนแอนฟิลด์ ของเมืองลิเวอร์ุัพูลเพื่อสร้างสนามฟุตบอล และได้ปล่อยให้ทางสโมสรเอฟเวอร์ตันเช่าในปีค.ศ. 1884 จนกระทั่งเอฟเวอร์ตันเข้าเป็นสมาชิิกฟุตบอลลีก และไม่ต่อสัญญาเช่าอีกในปีค.ศ. 1892 เนื่องจากเขาต้องการขึ้นค่าเช่าสนามจาก 100 ปอนด์ เป็น 250 ปอนด์ต่อปี และพยายามจะเข้าบริหารงาน ของสโมสร ทางเอฟเวอตันจึงตัดสินใจย้ายไปใช้สนามอีกฝากของสวนสาธารณะสแตนลี่ย์พาร์ค และใช้ชื่อสนามว่า กูดิสัน พาร์ค มาจนถึงทุกวันนี้ และเมื่อสนามไม่ได้ใช้ประโยชน์ John Houlding จึงจัดตั้งทีมฟุตบอลของเขาขึ้นมาเองโดยให้เพื่อนสนิทอย่าง John McKenna มาเป็นประธานสโมสรและตั้งชื่อทีมว่าลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับอย่างในปัจจุบัน
การเริ่มต้นอย่างสง่างาม
หลังจากตั้งสโมสรก่อตั้งขึ้นมาไม่นาน ลิเวอร์พูลก็โชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมมาโดยตลอด โดยประเดิมสนามนัดแรกด้วยการเอาชนะทีม Rotherham Town ไปถึง 7-1 อีกทั้งการแข่งขันฟุตบอลลีก ของแคว้นแลงคาเชียร์ ซึ่งสามารถเอาชนะทีม Higher Walton ด้วยสกอร์ 8-0 ที่สนามแอนฟิลด์ โดยลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะถึง 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีก โดยให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ก่อน ในฤดูกาล 1893-1894 ซึ่งสโมสรสามารถเก็บชัยชนะได้แบบ 100% (ทั้งหมด 28 นัด) แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ หรือก็คือทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน ซึ่งลิเวอร์พูลก็เอาชนะไปได้ 2-0 และได้เลื่อนขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 ได้ในที่สุด ทั้งนี้สโมสรได้เลือกสัญลักษณ์เป็นนกลิเวอร์เบิร์ด ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวญแม่น้ำเมอร์ซี่ โดยที่ปากนกนั้นคาบใบไม้ไว้
บิล แชงค์ลี่ย์
ในช่วงศตวรรษที่ 20-50 ลิเวอร์พูลไม่ใช่ทีมที่ยิ่งใหญ่อย่างที่คาดไว้ เพราะทีมยังต้องขึ้นๆ ลงๆ อยู่เป็นประจำระหว่างดิวิชั่น 1 และดิวิชั่น 2 จนในปีค.ศ. 1954 ลิเวอร์พูลต้องลงไปเล่นอยู่ในดิวิชั่น 2 นานกว่าปกติและก็ยังไม่มีผู้จัดการคนไหนสามารถพาทีมกลับขึ้นมาสู่ดิวิชั่น 1 ได้สักที จนเมื่อชายที่ชื่อว่า บิลล์ แชงค์ลี่ย์ เข้ามาคุมทีมได้เพียง 2 ฤดูกาล เขาก็พาทีมขึ้นมาสู่ดิวิชั่น 1 ในฐานะแชมป์ของดิวิชั่น 2 ได้สำเร็จในปีค.ศ. 1962 ซึ่งแชงค์ลี่ย์มีปรัชญาการคุมทีมอย่างง่ายๆ คือ ฟุตบอลแบบพื้นๆ แต่เน้นการส่ง และรับบอล อย่างแม่นยำ เล่นกันเป็นทีมมากกว่า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทีมลิเวอร์พูลมาจวบจนปัจจุบัน
บ็อบ เพสลี่ย์ ผู้สืบทอดของแชงค์ลี่ย์
แต่หลังจากอังกฤษคว้าแชมป์โลก บิลล์ แชงค์ลี่ย์ ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งในปี 1973 หลังจากพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพได้ในปี 1972 โดยมีบ๊อบ เพสลี่ย์ มีขวาของเขามารับช่วงต่อแทน และบ๊อบใช้เวลาเพียง 4 ปี ในการพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพเป็นครั้งแรกได้สำเร็จ และในปีต่อมาเขาก็พาลิเวอร์พูลประกาศความยิ่งใหญ่อีกครั้งเมื่อพาทีมคว้าดับ เบิ้ลแชมป์ จากดิวิชั่น 1 และยูโรเปี้ยน คัพ มาครอง อีกทั้งยังคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพมาได้อีก 2 ครั้งในปี 1981 และ 1984 ก่อนที่บ็อบ เพสลีย์จะลาออกจากตำแหน่ง
จาก โจ ฟาแกน ถึง คิง เคนนี่
โจ เฟแกน คือผู้จัดการทีมต่อจากบ็อบ เพสลี่ย์ ซึ่งในการคุมทีมของเขาได้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น มีผู้เสียชีวิต 39 คนจากการที่ทีมลิเวอร์พูลแพ้ทีมยูเวนตุส 1-0 จากลูกจุดโทษ ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโรเปี้ยน คัพ ที่สนามเฮย์เซล สเตเดี้ยม ในกรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม
ซึ่งทำให้เฟแกนตัดสินใจลาออกจากการคุมทีม ทำให้เคนนี่ ดัลกลิช ผู้เล่นที่ก้าวมาเป็นผู้จัดการทีมคนแรกของสโมสร และเขาก็พาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้ตั้งแต่การคุมทีมปีแรก
ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง
หลังจากในปี 1990 หรือตั้งแต่ดัลกลิช ทนรับความเครียดจากเหตุการณ์เศร้าสลดที่ สนามฮิลส์โบโร่ ได้จึงลาออกจากการคุมทีม จากนั้นมาลิเวอร์พูลก็ไม่ประสบความสำเร็จในลีกสูงสุดอีกเลยไม่ว่าจะเป็นยุค ของแกรม ซูเนส, รอย อีแวนส์, หรือเชรา อุลลิเยร แม้ว่าอุลลิเยร์จะสามารถคว้าทริปเปิลแชมป์ ในปี 2001 คือ League Cup, UEFA Cup และFA Cupัพ แต่ดูเหมือนว่าไม่ใช่ความสำเร็จที่แฟนบอลรอคอยนัก มีดวามเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นในทีม ทั้งวิธีการซื้อนักเตะ รูปแบบการเล่น ซึ่งนั่นอาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ลิเวอร์พูลประสบปัญหาในเรื่องฟอร์ม การเล่น
การปฏิรูปครั้งใหญ่ของบินิเตส
ราฟาเอล เบนิเตส ผู้จัดการทีมคนใหม่ที่แฟนๆ หงส์แดงฝากความหวังไว้มากทีเดียว เขาผ่าตัดทีมลิเวอร์พูลครั้งใหญ่ พร้อมทั้งนำทั้งสต๊าฟและผู้เล่นชาวสเปนเข้ามาเสริมทีมหลายคน แม้ผลงานในลีกอังกฤษจะไม่ดีอย่างที่แฟนๆคาดไว้ แต่ผลงานของทีมในระดับประเทศยุโรปนั้นดีมากๆ จากการที่เขานำทีมคว้าแชมป์ UEFA Champions League และในฤดูกาลที่ผ่านมาเขาก็นำทีมคว้าแชมป์ FA Cup 2006 ได้อีกด้วย แถมทีมก็อยู่ในอันดับ 3 ของลีกอีกต่างหาก ส่วนในฤดูกาลนี้จะสามารถคว้าเอาแชมป์พรีเมียร์ชิพแรกของทีมได้หรือไม่...


สนามแอนฟิลด์ Anfield




สนามแอนฟีลด์ ในปัจจุบันเป็นสนามที่นั่งทั้งหมด โดยมีที่นั่งรองรับจำนวนผู้เข้าชมได้ 45,577 ที่นั่ง ตลอดช่วงศตวรรษที่ผ่านมาสนามแห่งนี้ ก็ได้มีการปรับปรุงมาโดยตลอดเพื่อห้มีความทันสมัยและเหมาะสมกับกาลเวลา
อัฒจันทร์หลัก หรือว่า เมน สแตนด์ (Main Stand) นั้น ถือว่าเป็นหัวใจหลักของสนามแห่งนี้ เพราะว่านอกจากจะเป็นอัฒจันทร์ที่เก่าแก่ที่สุดในขณะนี้แล้ว ห้องเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวของนักเตะ ที่นั่งของนักเตะ และ ผู้จัดการทีม รวมถึง ผู้บริหาร กับ แขกรับเชิญพิเศษนั้น ลั้วนแล้วแต่อยู่ภายใน บริเวณ อํฒจันทร์ เมน สแตนด์ ทั้งหมด
ความจุของ เมน สแตนด์ ในปัจจุบันนั้นอยู่ที่ 12,277 ที่นั่ง แต่นับตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมของ ปี 2016 ทางสโมสรได้เริ่มต้นการขยายต่อเติมอัฒจันทร์แห่งนี้ ซึ่งจะทำให้มีจำนวนที่นั่งเพิ่มขึ้น 8,500 ที่นั่ง และจะทำให้จำนวนที่นั่งรวมของอัฒจันทร์แห่งนี้เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ที่นั่ง

ตรงกันข้ามกับ อัฒจันทร์ เมน สแตนด์ ในปัจจุบันก็คือ เซ็นเท็นแนรี่ สแตนด์ ที่ทำการเปิดใช้ครั้งแรกใน ค.ศ. 1992 ซึ่งเป็นปีที่สโมสรครบรอบ 100 ปี และเป็นที่มาของชื่อของอัฒจันทร์แห่งนี้นั่นเอง โดย เซ็นเท็นแนรี่ สแตนด์ นั้น เป็นอัฒจันทร์ 2 ชั้น มีความจุรวมกว่า 12,000 ที่นั่ง นอกจากนี้ยังมี ห้องชม ส่วนตัว ประมาณ 30 ห้อง และ ห้องเลี้ยงรับรองที่จะมีอาหารคอยเสิร์ฟให้กับผู้ถือตั๋ว วี ไอ พี  อีกด้วย
สำหรับ อัฒจันทร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ แอนฟีลด์ ก็คือ อัฒจันทร์ เดอะค็อป หรือ ชื่อเต็ม คือ เดอะ สปีอ้อน ค็อป นั้น ถือกำเนิดขึ้นมาจากการปรับปรุงอัฒจันทร์ ฝั่งถนน วอลตั้น เบร็ค ในปี ค.ศ. 1906 โดยนำดินและเศษหินมาก่อตัวเป็นเนินเอียงก็สร้างที่ยืนชมด้วยคอนกรีตทับลงไปโดยเป็นแนวขั้นบันได และมีราวเหล็กกั้นเพื่อป้องกันการล้ม
อัฒจันทร์ เดอะค็อป หรือ ชื่อเต็มว่า เดอะสปีอ้อน ค็อป นั้น ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาจากการปรับปรุงอัฒจันทร์ฝั่งถนน วอลตั้น เบร็ค ในปี ค.ศ.1906 จากคำสั่งของ จอห์น โฮลดิ้ง ประธานสโมสร และจอห์น แม็คเค็นน่าเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการคว้าแชมป์ของสโมสร โดยนำเอาเศษหิน และ ดิน มาอัดแน่นเพื่อก่อตัวให้เป็นเนินเอียงจากนั้นก็สร้างที่ยืนชมเป็นแนวขั้นบันไดด้วยคอนกรีตทับลงไปบนเนินดิน และ มีราวเหล็กกั้นเพื่อป้องกันการล้ม และ การไหลเป็นคลื่นของแฟนบอลที่ยืนอยู่บนอัฒจันทร์


เดอะค็อปใด้ต้อนรับสาวกที่เข้ามาส่งแรงใจแรงเชียร์นับแต่นั้นมา แต่โดยปราศจากหลังคา จนกระทั่ง ค.ศ. 1928 ถึงได้มีการสร้างหลังคา และ เมื่อหลังคาสร้างเสร็จแล้ว ก็ได้ฤกษ์เปิดอัฒจันทร์ แห่งนี้ อย่างเป็นทางการเสียที
โดย จอห์น แม็คเค็นน่า
จากนั้นเดอะค็อปก็ได้คงสภาพเดิมและอยู่เคียงข้างแอนฟีลด์มาตลอดจนกระทั่ง ค.ศ. 1994เดอะค็อปก็ถูกสร้างขึ้นใหม่โดยเปลี่ยนจาก อัฒจันทร์ ยืนทั้งหมด มาเป็นนั่งทั้งหมดเพื่อความปลอดภัของแฟนบอลที่เข้ามาชมการแข่งขันในสนาม โดยในปัจจุบัน อัฒจันทร์ เดอะค็อป สามารถจุผู้ชมได้กว่า 12,000 คน
ส่วนอัฒจันทร์ที่มีชื่อเดียวกับชื่อสนามก็คือ อัฒจันทร์ แอนฟีลด์ เนื่องจากอัฒจันทร์ฝั่งนี้อยู่ติดกับถนน แอนฟีลด์ และ ได้รับการสร้างใหม่ และ ปรับปรุง หลายครั้ง โดยครั้งล่าสุด คือ ใน ค.ศ. 1998 เมื่อ แอนฟีลด์ กลายเป็นอัฒจันทร์ 2 ชั้น ด้วยการสร้างใหม่ และ หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีการนำเสา มาเสริม ด้านหลังเพื่อค้ำอัฒจันทร์ชั้น 2 ทั้งนี้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้มีมากขึ้น ในอนาคตอันไม่ไกล อัฒจันทร์ ฝั่งแอนฟีลด์ ก็อาจจะได้รับการปรับปรุงอีก เพื่อความจุที่นั่งของสนาม ซึ่งถ้าสโมสรตัดสินใจ ที่จะขยาย ความจุของสนาม แล้วล่ะก็ อัฒจันทร์ฝั่งแอนฟีลด์ จะกลายเป็นอัฒจันทร์ 3 ชั้น ขึ้นมาโดยปริยาย

ที่มาของฉายา The Kop
เดอะค็อปนั้น เป็นชื่อที่แฟนบอลลิเวอร์พูลใช้ขนานนามตัวเอง โดยมีที่มาจากเหตุการณ์การทำสงครามบัวร์ช่วงปี ค.ศ. 1900 ที่เนินเขาเดอะค็อปหรือที่คนท้องถิ่นรู้จักกันในนาม สปิออน ค็อป ซึ่งอังกฤษได้ส่งทหารไปกว่า 300 นายโดยส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองลิเวอร์พูล และอังกฤษได้เสียทหารไปเกินกว่าครึ่ง
เออร์เนสต์ เอ็ดเวิร์ตส์ นักข่าวกีฬา ของหนังสือพิมพ์ลิเวอร์พูลเดลี่โพสต์จึงเสนอชื่อ สปิออน ค็อป ให้เป็นชื่อของอัฒจันทน์ตามชื่อเนินเขาลูกนั้น เพื่อเป็นการรำลึกถึงและเป็นเกียรติในความกล้าหาญของทหารทั้ง 300 นาย จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ซึ่งอัฒจันทน์นี้กลายเป็นอัฒจันทน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในวงการ ฟุตบอล และได้มีการต่อเติมใหม่ในปี ค.ศ. 1928 ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่มีการแข่งขันของทีมลิเวอร์พูล แฟนบอลที่เข้าไปดูการแข่งขันของทีมบนอัฒจันทน์ ก็จะเรียกตัวเองว่า เดอะค็อป (The Kop)
ในปีค.ศ. 1989 ได้เกิดโศกนาฏกรรมจากการถล่มของอัฒจันทน์ขึ้นที่สนามฮิลส์โบโร่ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตไป 96 คน จึงมีคำสั่งให้ทุกอัฒจันทน์เปลี่ยนจากแบบยืนเป็นแบบนั่งทั้งหมด และนั่นเป็นการปิดฉากของอัฒจันทน์ สปิออน ค็อป ไป แต่หลังจากนั้น ก็มีอัฒจันทน์ใหม่และใช้ชื่อว่า นิว ค็อป ซึ่งความหมายและเรื่องราวต่างๆ ของความเป็นเดอะ ค็อปนั้นยังคงเหมือนเดิม..


ที่มา:lfcthailand

EVERY BODY [THE KOP]™บอร์ดของคนรักหงส์©
ขึ้นไปข้างบน Go down
https://lfc1892.soccerkings.net
 
>>ประวัติของทีม"ลิเวอร์พูล"<<
ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 1 จาก 1

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
EVERY BODY [THE KOP]™บอร์ดของคนรักหงส์ :: NEWS :: ข่าวลิเวอร์พูล-
ไปที่: